ตามเมืองต่างๆนั้น ควรจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่ทุกคนคาดคิดว่าจะได้เห็นช้างมาอาศัยอยู่ และจากภาพที่ได้เห็นช้างเดินเร่ร่อนหากินตามท้องถนนทำให้หัวใจของเราแทบจะสลาย ทั้งนี้เมื่อป่าซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและแหล่งอาหารของช้างถูกทำลายจนลดจำนวนลงอย่างมากในปัจจุบัน จนทำให้ช้างขาดแคลนอาหารในป่าธรรมชาติ ซึ่งก็มีโอกาสที่จะทำให้ช้างไทยสูญพันธ์ได้ในอนาคต ดังนั้นมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน จึงได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ในการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของช้างไทย โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง การฟื้นฟูป่าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารตามธรรมชาติ การปลูกพืชอาหารสำหรับช้าง การพัฒนาชุมชนในหมู่บ้านช้างดั้งเดิม รวมทั้งการหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างคนกับช้าง ภายใต้โครงการปลูกป่าให้ช้างของมูลนิธิฯ ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ทางมูลนิธิฯ สามารถปลูกฟื้นฟูป่าได้มากกว่า 250,000 ต้น เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและแหล่งอาหารสำหรับทั้งช้างป่าและช้างบ้านตามพื้นที่ต่างๆในประเทศไทย นอกเหนือไปจากนั้นทางมูลนิธิฯ จะจัดงานปั่นจักรยานการกุศล “ปั่นเพื่อช้าง” ขึ้นในระหว่างวันที่ 14 – 15 มกราคม 2555 เพื่อหารายได้สนับสนุนการทำกิจกรรมต่างๆในการช่วยเหลือช้างขององค์กรเครือข่ายของเรา คือ ศูนย์บริบาลช้าง (Elephant Nature Park) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ >>>


รับอาสาสมัครทำแนวกันไฟ จัดทำฝาย และโป่งดินเทียม ณ เขตฯ สลักพระ จ.กาญจนบุรี วันที่ 2 มี.ค 55

Dutsadee - 3 February 2012 08:07

ตลอดฤดูฝนในปี 2554 ที่ผ่านมา ทางเราได้ปลูกป่าภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี จำนวนกว่า 12,000 กล้าไม้  และได้มีการดูแลกล้าไม้ในแปลงปลูกป่าอย่างต่อเนื่องไปจนกระทั่งสิ้นสุดฤดูฝนที่ผ่านมา จากการสำรวจของทีมงานเมื่อเดือนธันวาคม 54 ที่ผ่านมา พบว่ากล้าไม้ส่วนใหญ่ที่ปลูกในแต่ละแปลงปลูกป่ามีอัตราการรอดตายสูง และเจริญเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านๆมา อาจเนื่องด้วยปีที่ผ่านมามีปริมาณฝนตกเป็นจำนวนมากและยาวนานกว่าทุกปี

ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งของปี 55 ที่จะมาถึง เพื่อเป็นการปัญหาไฟป่าที่จะลุกลามเข้ามาในแปลงปลูกป่าของเราเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนเม.ย - พ.ค  ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับกล้าไม้ที่กำลังเจริญเติบโตได้ดีไม่น้อยกว่า 30%  ของพื้นที่แปลงปลูกป่า ทางเราจึงต้องมีการดำเนินการทำแนวกันไฟล้อมรอบแปลงปลูกไว้ทั้งหมดเพื่อป้องกันไฟป่า เพื่อให้กล้าไม้ที่ปลูกไว้สามารถเจริญเติบโตได้ดี รอดพ้นจากการถูกไฟป่าเผาทำลาย และเพื่อให้ป่าตามธรรมชาติกลับฟื้นตัวมาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ทางเรายังจะมีกิจกรรมเพิ่มเติมนอกเหนือจากการดูแลแปลงปลูกป่า คือ การทำฝายเก็บกักน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ และการทำโป่งดินเทียมเพื่อเป็นแหล่งอาหารเสริมสำหรับช้างป่า และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆที่อาศัยอยู่ที่นี่

วันที่จัดกิจกรรม วันศุกร์ที่ 2 มี.ค 55 เวลา 9.30 – 15.30 น.
สถานที่ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
จำนวนอาสาสมัครที่เปิดรับ ไม่จำกัดจำนวน

กิจกรรมทีจะดำเนินการ
1. การทำแนวกันไฟล้อมรอบแปลงปลูกป่า
2. การทำฝายเก็บกักน้ำ
3. การทำโป่งดินเทียมเพื่อเป็นแหล่งอาหารเสริมของสัตว์ป่า

โปรแกรมกิจกรรม
9.30 น. อาสาสมัครเดินทางมาถึงบริเวณด้านหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง อธิบายสรุปเกี่ยวกับโครงการปลูกป่าให้ช้าง
9.45 น. เดินทางเข้าไปยังแปลงปลูกป่าด้านในเขตฯ สลักพระ
10.00 น. เริ่มลงมือทำแนวกันไฟรอบแปลงปลูกป่า
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวันในแปลงปลูกป่า
13.00 น. การทำฝายเก็บกักน้ำ และการทำโป่งดินเทียมสำหรับเป็นแหล่งอาหารเสริมของสัตว์ป่า
15.30 น. เดินทางออกจากแปลงปลูกป่า

ค่าใช้จ่ายและการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
คิดเป็น 350 บาทต่อคน
(ไม่รวมค่าเดินทางไปและกลับจังหวัดกาญจนบุรี) ประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายสำหรับค่าอาหารกลางวัน น้ำดื่ม ของว่าง และผลไม้ ค่าสนับสนุนอุปกรณ์ในการดูแลแปลงปลูกป่า ค่าขนส่งอุปกรณ์ต่างๆ ค่าปุ๋ยอินทรีย์ ค่าอุปกรณ์ต่างๆในการทำฝายและโป่งดินเทียม

สิ่งที่อาสาสมัครควรจะเตรียมมาด้วย
ครีมกันแดด
หมวก เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว
รองเท้าผ้าใบที่สามารถเปื้อนโคลนและลุยน้ำได้
ถุงมือ
ขวดน้ำดื่ม
ยากันยุง/กันแมลง

การเดินทางไปยังแปลงปลูกป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
: จากอำเภอเมือง จ.กาญจนบุรี ให้ขับรถมุ่งหน้าไปยังถนนทางหลวงหมายเลข 3199(ทางไปน้ำตกเอราวัณ) ผ่านไปยังตำบลลาดหญ้า เข้าสู่ตำบลวังด้ง ไปยังเส้นทางที่จะไป อ.ศรีสวัสดิ์ ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา ไปประมาณ 12 ก.ม จนกระทั่งเห็นป้ายศูนย์รวมตะวัน ให้ขับรถเลยป้ายไปประมาณ 200 เมตร ให้สังเกตทางด้านขวามือของถนน จะเจอหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่องซึ่งตั้งอยู่ที่ กม. 38 ทางด้านขวามือของถนนที่มุ่งหน้าไปยังน้ำตกเอราวัณ

2. โดยรถโดยสารประจำทาง : จากกรุงเทพ ไปยังอำเภอเมืองกาญจนบุรี สามารถเดินทางโดยรถตู้ปรับอากาศ ที่จอดด้านหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ติดกับสนามหลวง มีรถเที่ยวแรกตั้งแต่เวลา 5.00 - 20.00 น. รถออกทุกชั่วโมง ไปสิ้นสุดที่คิวรถตู้ในบริเวณตำบลลาดหญ้า ราคาตั๋วรถ 140 บาท/เที่ยว ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพ ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง - 2 ชั่วโมง และอาสาสมัครสามารถเดินทางต่อมายังหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่องโดยรถประจำทาง หรือรถสองแถวสายกาญจนบุรี - น้ำตกเอราวัณ ค่าโดยสารประมาณ 30 บาทจากสถานีขนส่งกาญจนบุรีหรือฝั่งตรงข้ามคิวรถตู้ลาดหญ้า ไปยังแปลงปลูกป่าภายในหน่วยห้วยสะด่องตั้งอยู่ที่ ก.ม 38 ใช้เวลาประมาณ 40 นาที

ทางมูลนิธิฯ ยินดีเปิดรับอาสาสมัครจากทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม CSR จากบริษัทเอกชน และหน่วยงานต่างๆ บริษัท eco-tour นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ กลุ่มหรือชมรมอนุรักษ์ และบุคคลทั่วไป ทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และเดินทางมาส่วนตัว หากสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกรุณาส่ง E-mail มาลงทะเบียนได้ที่ dutsadee.nilubol@bring-the-elephant-home.org  หรือ โทรศัพท์แจ้งความจำนงได้ที่โทร (083) 566 -5223 ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555

ประมวลภาพและเรื่องราวจากงาน ” ปั่นเพื่อช้าง ” ในปีที่ 3

Dutsadee - 1 February 2012 11:53

ในปีนี้ ค่อนข้างจะทุลักทุเลกว่าปีที่ผ่านๆมา เนื่องมาจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในตั้งแต่ตอนเช้ามืดของวันแรก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเดือนมกราคม สร้างความงุนงงให้กับทีมงานเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ทางทีมงานต้องวิ่งหาเสื้อกันฝนให้กับนักปั่นกันจ้าละหวั่น  ในขณะที่ปีนี้เรามีนักปั่นเข้าร่วม น้อยกว่าปีที่ผ่านๆมา คือ มีนักปั่นเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 19 คน และทีมงาน 10 คน ถึงแม้ว่าในตอนสายฝนจะเริ่มซาลงแล้ว แต่ก็ยังมีเมฆดำทะมึนและลมพัดแรงอยู่ ทำให้อากาศค่อนข้างหนาวเย็นมากแต่นักปั่นทุกคนก็ไม่ถอย และดูเหมือนจะตื่นเต้นกับการปั่นจักรยานท่ามกลางสายฝนโปรยปรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากถนนค่อนข้างลื่นมาก ทางทีมงานจึงบอกให้ทุกคนระมัดระวังในการปั่นจักรยานเป็นพิเศษ ในช่วงแรกของการปั่นบนถนนคอนกรีตเป็นไปอย่างไม่ลำบากมากนัก แต่เมื่อทุกคนเริ่มเลี้ยวเข้าสู่ถนนดินลูกรัง ซึ่งแปรสภาพไปเป็นโคลนที่เละเทะและเฉอะแฉะมาก แค่เดินก็แทบจะจมไปครึ่งเท้าแล้ว จึงทำให้รถจักรยากของแต่ละคนติดหล่มโคลนเป็นระยะๆ จนแทบจะปั่นกันไม่ได้เลย แม้แต่ลงเข็นก็ยังเต็มไปด้วยความทุลักทุเล เนื่องจากโคลนที่เหนียวมาก ทั้งเบรค ล้อรถ และเกียร์ เต็มไปด้วยโคลนที่เกาะแน่น ต้องคอยขูดออกเป็นระยะๆ หลังจากที่พยายามปั่นบนดินโคลนกันนานกว่าชั่วโมงแล้ว ทางทีมงานจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนแผนกะทันหันโดยการให้นักปั่นแบกจักรยานขึ้นบ่า และเดินฝ่าโคลนจนมาถึงถนนคอนกรีต และเปลี่ยนไปปั่นจักรยานบนถนนทางหลวงข้างนอกที่คู่ขนานกันแทน ถึงแม้จะค่อนข้างอันตรายเนื่องจากเป็นถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยรถบรรทุก และรถโดยสารจำนวนมากวิ่งกันขวักไขว่และขับกันค่อนข้างเร็ว แต่เราไม่มีทางเลือก ก่อนที่มันจะกลายเป็น การเดินจูงจักรยานเพื่อช้างเสียมากกว่างานปั่นเพื่อช้าง ดังนั้นทางเราจึงพานักปั่นทั้งหมดออกจากถนนโคลนและให้ปั่นเกาะกลุ่มกันระหว่างกลางของรถกระบะของทีมงานที่จะขับปิดหัวและท้ายของขบวนนักปั่นเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับทุกคน ซึ่งการปั่นจักรยานบนถนนใหญ่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง และค่อนข้างช้า อีกทั้งทางเราก็ต้องหยุดจอดรถเป็นระยะๆ เพื่อซ่อมจักรยานที่ชำรุดจากการปั่นอย่างหนักหน่วงในดินโคลน ไม่ว่าจะเป็นโซ่หลุด ยางแบน เบรคแตก ฯลฯ จนกระทั่งเมื่อผ่านครึ่งมาแล้ว ทางเราต้องสั่งจักรยานมาเพิ่มอีก 3 คันเพื่อทดแทนชำรุดเสียหาย จากปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็นฝนที่ตกลงมาอย่างหนักโดยที่ไม่คาดคิดมาก่อน สภาพถนนดินโคลนทีทำให้รถติดหล่มและจักรยานชำรุด แต่มันกลับทำให้การปั่นครั้งนี้เต็มไปด้วยสีสันและสนุกอย่างเหลือเชื่อ ชนิดที่เรียกว่าโหด มันส์ ฮา ได้ทุกอารมณ์จริงๆ คลิกดูภาพได้จากด้านล่างนี้

(more…)

โรงแรม Park Plaza กรุงเทพ มอบบัตรกำนัลที่พักสุดหรูให้กับนักปั่นที่จัดหาเงินสนับสนุนได้มากที่สุด

Dutsadee - 18 December 2011 10:46

ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านต้องขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการสนับสนุนจากทางโรงแรม Park Plaza Sukhumvit กรุงเทพ สำหรับกิจกรรมปั่นจักรยานการกุศล ” ปั่นเพื่อช้าง “ หรือ Bike for Elephants 2012 ที่ทางมูลนิธิฯ จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 14 - 15 ม.ค 2555 ที่จะถึงนี้ ที่ อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการให้บัตรกำนัลห้องพักในโรงแรมบูติคสุดหรูใจกลางกรุงเทพสำหรับนักปั่นหรือผู้ที่สามารถจัดหาเงินสนับสนุนกิจกรรมปั่นเพื่อช้างนี้ได้มากที่สุด โดยผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ” ปั่นเพื่อช้าง ” ปี 2555 ได้ที่นี่ค่ะ >> http://www.bring-the-elephant-home.org/bike-tour-th/th

รับอาสาสมัครดูแลแปลงปลูกป่าให้ช้าง จัดทำฝาย และโป่งดินเทียม ณ เขตฯ สลักพระ จ.กาญจนบุรี เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธ.ค 54

Dutsadee - 22 November 2011 08:33

ตลอดฤดูฝนในปี 2554 ที่ผ่านมา ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระมีปริมาณฝนตกเป็นจำนวนมากและยาวนานกว่าทุกปี จึงทำให้วัชพืชต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้จะเติบโตได้อย่างรวดเร็วมากเช่นกัน ดังนั้นในช่วงสิ้นสุดฤดูฝนต่อเนื่องกับช่วงเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูแล้งในปี 2555 ทางเราต้องเข้าไปดำเนินการตัดหญ้า และใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า เพื่อช่วยให้กล้าไม้ที่ปลูกไปสามารถเจริญเติบโตได้ดีและแข่งขันกับวัชพืชต่างๆได้ รวมทั้งเพื่อให้กล้าไม้เจริญเติบได้อย่างรวดเร็ว สามารถพัฒนาระบบรากให้แข็งแรงก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูแล้งต่อไป นอกจากนี้ทางเรายังจะมีกิจกรรมเพิ่มเติมนอกเหนือจากการดูแลแปลงปลูกป่า คือ การทำฝายเก็บกักน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ และการทำโป่งดินเทียมเพื่อเป็นแหล่งอาหารเสริมสำหรับช้างป่า และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆที่อาศัยอยู่ที่นี่

วันที่จัดกิจกรรม วันจันทร์ที่ 5 ธ.ค 54 เวลา 9.30 – 15.30 น.
สถานที่ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
จำนวนอาสาสมัครที่เปิดรับ ไม่จำกัดจำนวน

กิจกรรมทีจะดำเนินการ
1. การดูแลแปลงปลูกป่า(ตัดหญ้าและใส่ปุ๋ย) สำหรับกล้าไม้จำนวน 6,000 ต้น ในพื้นที่ 12 ไร่
2. การทำฝายเก็บกักน้ำ
3. การทำโป่งดินเทียมเพื่อเป็นแหล่งอาหารเสริมของสัตว์ป่า

โปรแกรมกิจกรรม
9.30 น. อาสาสมัครเดินทางมาถึงบริเวณด้านหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง อธิบายสรุปเกี่ยวกับโครงการปลูกป่าให้ช้าง
9.45 น. เดินทางเข้าไปยังแปลงปลูกป่าด้านในเขตฯ สลักพระ
10.00 น. เริ่มลงมือดูแลกล้าไม้ในแปลงปลูกป่าในแปลงปลูกป่า(ตัดหญ้าและใส่ปุ๋ย)
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวันในแปลงปลูกป่า
13.00 น. การทำฝายเก็บกักน้ำ และการทำโป่งดินเทียมสำหรับเป็นแหล่งอาหารเสริมของสัตว์ป่า
15.30 น. เดินทางออกจากแปลงปลูกป่า

ค่าใช้จ่ายและการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
คิดเป็น 300 บาทต่อคน
(ไม่รวมค่าเดินทางไปและกลับจังหวัดกาญจนบุรี) ประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายสำหรับค่าอาหารกลางวัน น้ำดื่ม ของว่าง และผลไม้ ค่าสนับสนุนอุปกรณ์ในการดูแลแปลงปลูกป่า ค่าขนส่งอุปกรณ์ต่างๆ ค่าปุ๋ยอินทรีย์ ค่าอุปกรณ์ต่างๆในการทำฝายและโป่งดินเทียม

สิ่งที่อาสาสมัครควรจะเตรียมมาด้วย
ครีมกันแดด
หมวก เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว
รองเท้าผ้าใบที่สามารถเปื้อนโคลนและลุยน้ำได้
ถุงมือ
ขวดน้ำดื่ม
ยากันยุง/กันแมลง

การเดินทางไปยังแปลงปลูกป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
: จากอำเภอเมือง จ.กาญจนบุรี ให้ขับรถมุ่งหน้าไปยังถนนทางหลวงหมายเลข 3199(ทางไปน้ำตกเอราวัณ) ผ่านไปยังตำบลลาดหญ้า เข้าสู่ตำบลวังด้ง ไปยังเส้นทางที่จะไป อ.ศรีสวัสดิ์ ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา ไปประมาณ 12 ก.ม จนกระทั่งเห็นป้ายศูนย์รวมตะวัน ให้ขับรถเลยป้ายไปประมาณ 200 เมตร ให้สังเกตทางด้านขวามือของถนน จะเจอหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่องซึ่งตั้งอยู่ที่ กม. 38 ทางด้านขวามือของถนนที่มุ่งหน้าไปยังน้ำตกเอราวัณ

2. โดยรถโดยสารประจำทาง : จากกรุงเทพ ไปยังอำเภอเมืองกาญจนบุรี สามารถเดินทางโดยรถตู้ปรับอากาศ ที่จอดด้านหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ติดกับสนามหลวง มีรถเที่ยวแรกตั้งแต่เวลา 5.00 - 20.00 น. รถออกทุกชั่วโมง ไปสิ้นสุดที่คิวรถตู้ในบริเวณตำบลลาดหญ้า ราคาตั๋วรถ 140 บาท/เที่ยว ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพ ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง - 2 ชั่วโมง และอาสาสมัครสามารถเดินทางต่อมายังหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่องโดยรถประจำทาง หรือรถสองแถวสายกาญจนบุรี - น้ำตกเอราวัณ ค่าโดยสารประมาณ 30 บาทจากสถานีขนส่งกาญจนบุรีหรือฝั่งตรงข้ามคิวรถตู้ลาดหญ้า ไปยังแปลงปลูกป่าภายในหน่วยห้วยสะด่องตั้งอยู่ที่ ก.ม 38 ใช้เวลาประมาณ 40 นาที

ทางมูลนิธิฯ ยินดีเปิดรับอาสาสมัครจากทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม CSR จากบริษัทเอกชน และหน่วยงานต่างๆ บริษัท eco-tour นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ กลุ่มหรือชมรมอนุรักษ์ และบุคคลทั่วไป ทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และเดินทางมาส่วนตัว หากสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกรุณาส่ง E-mail มาลงทะเบียนได้ที่ dutsadee.nilubol@bring-the-elephant-home.org  หรือ โทรศัพท์แจ้งความจำนงได้ที่โทร (083) 566 -5223 ภายในวันที่ 2 ธันวาคม 2554

โครงการปลูกป่าให้ช้างที่ประเทศกัมพูชา (Trees for elephants in Cambodia)

Dutsadee - 20 November 2011 11:37

เมื่อกลางเดือนตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ได้เริ่มโครงการปลูกป่าให้ช้าง (Trees for elephants) ภายในอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา อันเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก และเป็นที่ตั้งของหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก นั่นก็คือ นครวัด นครธม รวมทั้งปราสาทเขมรอันเลื่องชื่ออีกหลายแห่ง ซึ่งโครงการนี้นับเป็นโครงการปลูกป่าให้ช้างในระดับนานาชาติโครงการแรกของเราภายหลังจากที่ทางเราได้ดำเนินโครงการนี้ภายในพื้นที่ต่างๆของไทยมายาวนานกว่า 4 ปีแล้ว

 เนื่องด้วยในปีนี้ทางรัฐบาลกัมพูชา ได้ริเริ่มให้มีโครงการที่จะนำพื้นที่บางส่วนภายในอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากนครวัด มาจัดทำเป็นพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดที่อยู่ภายในอุทยานแห่งชาตนี้  ดังนั้นทางมูลนิธิฯ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทำงานร่วมกันกับหลายองค์กรในระดับนานาชาติ ในการปลูกฟื้นฟูป่าเพื่อจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินตามธรรมชาติในป่าที่จะเป็นบ้านที่แท้จริงของสัตวืป่า รวมไปถึงช้างที่จะนำมาอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการร่วมระหว่างมูลนิธิฯ กับศูนย์บริบาลช้างแม่แตง(Elephant Nature Park) โดยทางเราจะนำวิธีการดูแลช้างของศูนย์บริบาลช้างแม่แตงมาปรับใช้กับที่นี่ นั่นคือ การให้ช้างได้มาอาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการอย่างอิสระตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องทำงานหนัก หรือแสดงโชว์ต่างๆอีกต่อไป ควบคู่ไปกับการทำการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง  ซึ่งทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายหลังจากการปลูกฟื้นฟูป่าไปได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว จะมีการนำช้างจากที่ต่างๆในประเทศกัมพูชาย้ายมาอาศัยอยู่ที่โครงการนี้ในอนาคตอันใกล้นี้

ดังนั้น สิ่งสำคัญประการแรกที่ทางมูลนิธิฯจะต้องดำเนินการ ก็คือ การหาพื้นที่ที่เหมาะสมภายในอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน เพื่อจะปลูกฟื้นฟูป่าที่เป็นแหล่งหากินและแหล่งอาหารตามธรรมชาติของช้าง รวมไปถึงการปลูกพืชอาหารช้างเสริมเข้าไปในพื้นที่ด้วย โดยในเบื้องต้นทางเราได้รับการสนับสนุนกล้าไม้ท้องถิ่นคุณภาพดีจากเรือนเพาะชำของโครงการ FORRU-CAMBODIA ซึ่งตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน จำนวนกว่า 3,000 กล้าไม้ จากพรรณไม้ท้องถิ่นทั้งสิ้น 8 ชนิด แต่เนื่องด้วยฤดูฝนในกัมพูชากำลังจะสิ้นสุดลงในเร็วๆนี้  จึงทำให้ทีมงานของเราต้องรีบเดินทางไปยังเมืองเสียมเรียบ เพื่อจัดหาอาสาสมัคร และดำเนินการปลูกป่าให้ทันก่อนที่จะสิ้นสุดฤดูฝนในปีนี้  (more…)

สภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันและการฝึกช้างยิ้ม

Dutsadee - 9 November 2011 07:16

 

ทุกๆวันช้างยิ้มจะได้รับการฝึกโดยอาสาสมัครของเรา คือ คุณคาร์ล คูลเลน ด้วยวิธีการต่างๆที่เป็นมิตรกับช้าง ควบคู่ไปกับการให้รางวัล ซึ่งทำให้ช้างยิ้มสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น แต่ถึงอย่างไรช้างยิ้มก็ยังคงเป็นช้างน้อยที่ยังดื้อและซุกซนตามประสาเด็กทั่วไป ซึ่งยังคงต้องได้รับการฝึกอีกอย่างต่อเนื่องโดยคาร์ล รวมทั้งด้วยความช่วยเหลือจากคุณแครอล บั๊คเลย์ จากองค์กร Elephant Aid International ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญในการฝึกช้างด้วยวิธีที่ทำให้ช้างมีความสุขและเป็นมิตรกับช้าง โดยท่านสามารถคลิกดูวีดีโอการฝึกช้างยิ้มของทั้งคู่ได้ที่ด้านบน

ปัจจุบันครอบครัวขนาดใหญ่ของช้างยิ้มยังคงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ตอนนี้ช้างยิ้มและฟ้าใหม่โตขึ้นมากแล้ว ในขณะที่ฟ้าใสก็ยังคงเป็นช้างสาววัยรุ่นที่ชอบแกล้งช้างตัวอื่นๆในกลุ่มอยุ่เหมือนเช่นเคย แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมาเหมือนว่าหนุ่มน้อยโฮปจะมาตามติดกับครอบครัวนี้ตลอดเวลาจนผิดสังเกต อาจจะเป็นเพราะโฮปสนใจใน ” ศรีนวล ” ช้างวัยคราวป้าที่อยู่ในครอบครัวนี้ และพยายามที่จะขึ้นทับศรีนวลอยู่บ่อยครั้ง โดยปล่อยให้ช้างสาววัยรุ่นทั้งสอง คือ ทองจัน และฟ้าใสมองอยู่ห่างๆด้วยความอิจฉา

คลิกที่ข้างล่างเพื่อดูภาพของช้างยิ้มและครอบครัว(ในเดือนพฤศจิกายน 2554)

(more…)

แปลงปลูกป่าโครงการบ้านช้าง Elephant Jungle ในเดือนกันยายน 2554

Dutsadee - 27 September 2011 08:27

จากการที่ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านได้จัดให้มีกิจกรรมปลูกป่าให้ช้างประจำปี 2554 ในพื้นที่โครงการบ้านช้าง หรือ Elephant Jungle ใบริเวณบ้านป่าเมี่ยงที่ตั้งอยู่ตอนบนของหุบเขาแม่แตง จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 16 ก.ค 2554 ที่ผ่านม าประกอบไปด้วยพรรณไม้ท้องถิ่น จำนวน 19  ชนิด รวมแล้วกว่า 4,000 กล้าไม้ ได้แก่ มะค่าโมง ขี้เหล็ก ตีนเป็ด แคบ้าน ชงโค มะเกี๋ยง(หว้า) ยางแดง มะซัก(มะคำดีควาย) สมอพิเภก สมอไทย มะขาม มะขามป้อม อินทนิลบก ฝรั่งป่า ซ้อ เพกา รวมทั้งต้นไม้ที่เป็นพืชสมุนไพร ได้แก่ กระดูกไก่ดำ ฝาง และทองพันชั่ง

ภายหลังจากวันปลูกป่าใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2554 แล้ว ทางโครงการได้มีการเข้าไปดูแลแปลงปลูกป่าอย่างสม่ำเสมอภาย โดยมีการตัดหญ้าในแปลงปลูกป่าอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เนื่องจากวัชพืชในบริเวณนี้สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก(โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน) รวมทั้งมีการใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ที่ปลูก อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้กล้าไม้ที่ปลุกสามารถเจริญเติบโตได้ดี สามารถแข่งขันกับวัชพืชต่างๆในแปลงปลูกป่าได้

จากการสำรวจในพื้นที่แปลงปลูกป่าทั้งหมดภายในโครงการบ้านช้าง ในวันที่ 22 ก.ย 2554 ที่ผ่านมา(ภายหลังจากวันปลูกป่าประมาณ 3 เดือน) ซึ่งเป็นการสำรวจก่อนที่จะสิ้นสุดฤดูฝนของปีนี้ พบว่าในกล้าไม้ส่วนใหญ่มีอัตราการรอดตายสูงกว่า 90% โดยกล้าไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีที่สุด  3 ชนิด ได้แก่ แคบ้าน ชงโค และมะเกี๋ยง(หว้า) ตามลำดับ โดยเฉพาะต้นแคบ้านที่ส่วนใหญ่มีความสูงเฉลี่ย 1.55 - 1.75 เมตร และมีทรงพุ่มที่แผ่กว้าง(ในภาพด้านบน)

โดยรวมแล้ว ถึงแม้จะกล้าไม้ที่ปลูกจะมีอัตราการรอดตายสูงมาก เนื่องจากปีนี้มีปริมาณฝนที่ตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ซึ่งทำให้กล้าไม้ที่ปลูกมีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากที่ช่วยให้เจริยเติบโตได้ดี แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้กระดาษลังที่ใช้เป็นวัสดุคลุมโคนต้นเพื่อป้องกันวัชพืชย่อยสลายเร็วกว่าปกติ อีกทั้งวัชพืชต่างๆ ก็สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วมากเช่นเดียวกับกล้าไม้ โดยเฉพาะตอนบนของแปลงปลูกปลูกป่าที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดชัน ซึ่งค่อนข้างยากลำบากต่อการนำอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นไปตัดหญ้า ประกอบกับจำนวนแรงงานที่โครงการมีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้บริเวณตอนบนของแปลงปลูกป่ายังคงมีหญ้าขึ้นปกคลุมอยู่ค่อนข้างหนาแน่นเมื่อเทียบกับด้านล่างเชิงเขาที่ง่ายต่อการตัดหญ้าและใส่ปุ๋ยมากกว่า จึงทำให้กล้าไม้ที่อยู่ด้านบนมีขนาดต้นเล็กกว่า และไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีเท่าบริเวณที่มีการตัดหญ้าอย่างสม่ำเสมอ  

ดังนั้น ทางโครงการจึงใคร่ขอเชิญชวนอาสาสมัครจากที่ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการมาดูแลแปลงปลูกป่าของโครงการ(การตัดหญ้าและใส่ปุ๋ย) จำนวนกว่า 4,000 ต้น  ภายในเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2554 ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูแล้งต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่ากล้าไม้ที่ปลูกไปแล้วจะสามารถเจริญเติบโตได้ดี สามารถแข่งขันกับวัชพืชต่างๆในพื้นที่ได้ และป่าที่เราปลูกจะสามารถฟื้นกลับมาเป็นป่าตามธรรมชาติให้กับช้างป่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมไปถึงการทำแนวกันไฟรอบแปลงปลูกป่าในตอนต้นของฤดูแล้งของทุกปี(เดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม) การทำกิจกรรมต่างๆในเรือนเพาะชำ อีกทั้งกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อช้างและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ที่อาศัยในบริเวณนี้ เช่น การทำอ่างเก็บน้ำสำหรับรดน้ำในแปลงปลูกป่าในช่วงฤดูแล้ง และการทำฝายกักเก็บน้ำ/ชะลอน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับแหล่งต้นน้ำแม่แตง เป็นต้น ดังนั้นหากอาสาสมัครกลุ่มใดที่สนใจจะมาทำกิจกรรมร่วมกับเรา สามารถติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิฯ ตาม E-mail นี้ dutsadee.nilubol@bring-the-elephant-home.org

ประมวลภาพแปลงปลูกป่าภายในโครงการบ้านช้าง หรือ Elephant Jungle ในเดือนกันยายน 2554 ภายหลังการปลูกป่าใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา(แปลงปลูกป่า อายุ 3 เดือน)

(more…)

ประมวลภาพกิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง ณ เขตฯ สลักพระ จ.กาญจนบุรี ในเดือน ก.ค - ส.ค 54

Dutsadee - 14 September 2011 12:35

ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ต้องขอบคุณอาสาสมัครกลุ่มต่างๆ ที่ได้มาร่วมกิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จนแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 12,000 - 15,000 กล้าไม้ต่อปี ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  นอกเหนือไปจากการปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติ และที่อยู่อาศัยของช้างป่าแล้ว ในปีนี้ทางเรายังได้เพิ่มเติมกิจกรรมอื่นๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น การทำโป่งดินเทียมสำหรับเป็นอาหารเสริมสำหรับช้างป่าและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆที่อาศัยอยู่ที่นี่ รวมทั้งการทำฝายจากวัสดุธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในบริเวณลำห้วยที่ติดกับแปลงปลูกป่า และเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพื่อจะได้มีแหล่งน้ำไว้ให้สัตว์ป่าได้ดื่มกินในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการปลูกป่าใหญ่ประจำปี 2554 จะแล้วเสร็จแล้ว แต่ทางมูลนิธิฯ ยังคงต้องมีการปลูกกล้าไม้เสริมเข้าไปเพื่อทดแทนบางส่วนที่ตายไปในช่วงต้นฤดูฝน รวมไปถึงการดูแลกล้าไม้ที่ปลูกไปแล้วกว่า 12,000 ต้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้ที่ปลูกไปแล้วจะสามารถเจริญเติบโตได้ดี สามารถแข่งขันกับวัชพืชต่างๆในพื้นที่ได้ และสามารถฟื้นกลับมาเป็นป่าตามธรรมชาติให้กับช้างป่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นตลอดทั้งปี ทางเราจึงยังคงต้องการอาสาสมัครที่จะเข้ามาทำกิจกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการปลูกป่า(ที่ส่วนใหญ่จะทำในช่วงต้นฤดูฝน) เช่น การดูแลกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า(การตัดหญ้าและใสปุ๋ย) การทำแนวกันไฟรอบแปลงปลูกป่าในฤดูแล้งของทุกปี การทำกิจกรรมในเรือนเพาะชำ รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อช้างป่าและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ  เช่น การทำโป่งดินเทียม และฝาย เป็นต้น ดังนั้นหากอาสาสมัครกลุ่มใดที่สนใจจะมาทำกิจกรรมที่นี่สามารถติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิฯ ตาม E-mail นี้ค่ะ dutsadee.nilubol@bring-the-elephant-home.org

ทางมูลนิธิฯ ขอบคุณอาสาสมัครจากหน่วยงานต่างๆที่มีส่วนช่วยกันในการปลูกป่าให้ช้างกับทางโครงการ ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้  บริษัทประชาอาภรณ์จำกัด(มหาชน)  บริษัท CAEASIA  กลุ่มเจ้าหน้าที่และข้าราชการจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน  บริษัท IBM (สำนักงานใหญ่) และกลุ่มจิตอาสาจากบริษัทต่างๆในกรุงเทพ รวมกันแล้วจำนวนหลายร้อยท่าน  โดยท่านสามารถคลิกเพื่อดูประมาลภาพกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ด้านล่างนี้

(more…)

บริษัทชอยส์มินิสโตร์ จำกัด(7-11)สนับสนุนกล่องกระดาษลังสำหรับเป็นวัสดุคลุมโคนต้นกล้า

Dutsadee - 26 August 2011 12:34

การปลูกป่าในโครงการ Elephant Jungle อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ในปีนี้ ได้จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 ก.ค 54 ที่ผ่านมา โดยความร่ววมือจากอาสาสมัครทั้งชาวไทยและอาสาสมัครชาวต่างชาติจากศูนย์บริบาลช้างแม่แตง จำนวนกว่า 80 คน จึงทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ต้องขอขอบคุณทางบริษัท ชอยส์มินิสโตร์ จำกัด(Choice ministore) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของร้านสะดวกซื้อ 7-11 รวมทั้งคุณวรวัชร ตันตรานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์กล่องกระดาษลังใช้แล้ว จำนวนกว่า 4,000 กล่อง จากร้าน 7-11 ในเครือของบริษัทชอยส์ มินิสโตร์ จำนวนกว่า 18 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำมาทำเป็นวัสดุสำหรับคลุมโคนต้น ซึ่งโดยปกติแล้วทางร้านมีการจำหน่ายกล่องกระดาษลังใช้แล้วให้กับตัวแทนจากร้านขายของเก่าอยู่เป็นประจำ เนื่องจากกล่องกระดาษลังที่ใช้แล้วถือเป็นสินค้าที่มีราคาสูงพอสมควรและสร้างรายได้ให้กับทางร้านได้อีกทางหนึ่ง แต่เนื่องจากทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับช้าง และการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยของช้างและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ในพื้นที่โครงการ ทางบริษัทฯ จึงยินดีที่จะให้ทางมูลนิธิฯ นำกล่องกระดาษลังเหล่านี้ไปใช้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นทางมูลนิธิฯ ต้องขอขอบพระคุณทางบริษัทชอยส์มินิสโตร์ จำกัด เป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากทางบริษัทฯ อีกในปีต่อๆไป  

โดยในปี 2554 นี้ ทางโครงการได้ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกป่าเพิ่มเติม โดยจะมีการนำกล่องกระดาษลังมาใช้เป็นวัสุคลุมโคนต้นกล้าไม้ภายหลังการปลูก เนื่องจากปัญหาที่พบในปีที่ผ่านมา คือ การที่มีวัชพืชที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วขึ้นอยู่เต็มพื้นที่แปลงปลูกป่า(โดยเฉพาะตลอดช่วงฤดูฝน) ในขณะที่ทางโครงการมีจำนวนอาสาสมัคร และแรงงานไม่เพียงพอ จึงทำให้ไม่สามารถตัดวัชพืชที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วมากเหล่านี้ได้ทันตามเวลา ประกอบกับพื้นที่โครงการตั้งอยู่บนดอยสูง มีสภาพเป็นถนนลูกรังที่เดินทางเข้าถึงอย่างลำบากโดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางขึ้นไปได้เนื่องจากถนนลื่นมากและมีโคลนเฉอะแฉะจนรถเข้าไปไม่ถึง ทำให้กล้าไม้ที่ปลูกในปี 2553 ที่ผ่านมาเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร และมีอัตราการรอดตายที่ค่อนข้างต่ำ

สำหรับการนำเอากระดาษลังมาทำเป็นวัสดุคลุมโคนต้นกล้า(นำกล่องกระดาษลังมาตัดเป็นแผ่น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40 - 50 ซ.ม และนำมาเจาะรูตรงกลาง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 ซ.ม) เป็นวิธีที่ศึกษาวิจัยโดยหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(FORRU) ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและการเจริญเติบโตของกล้าไม้ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ค่อนข้างแห้งแล้งและดินไม่ดี กล่องกระดาษลังเหล่านี้มีประโยชน์ต่อกล้าไม้หลายประการ คือ 1. ช่วยให้วัชพืชที่ขึ้นอยู่รอบๆต้นกล้าที่ปลูกไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากไม่ได้รับแสงแดดจึงทำให้วัชพืชขึ้นไม่ได้ จึงเปิดโอกาสให้กล้าไม้ที่ปลูกมีโอกาสเจริญเติบโตได้ดีกว่า  2. ช่วยรักษาความชื้นในดินและลดการระเหยของน้ำจากผิวดิน 3. สัตว์ขนาดเล็กที่อยู่ในดินชอบเข้ามาอยู่ใต้วัสดุคลุมโคนต้นเพราะดินค่อนข้างเย็น สัตว์เหล่านี้จะช่วยพรวนดินบริเวณโคนต้น ทำให้ดินระบายน้ำและอากาศได้ดี

การใช้กล่องกระดาษลังยังมีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุชนิดอื่นๆ และยังเป็นการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ยังเป็นการลดค่าใช้จ่าย และการจ้างแรงงานในการกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยรอบ ๆ กระดาษที่ใช้คลุมโคนต้น  โดยกระดาษลังจะมีอายุประมาณ 6 - 1 ปี ขึ้นกับสภาพความชื้นของแต่ละพื้นที่ด้วย อีกทั้งเมื่อกระดาษลังเหล่านี้ย่อยสลายไปภายในเวลาประมาณ 1 ปียังเป็นการเพิ่มสารอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพให้แก่ดินได้อีกด้วย

(more…)

อาสาสมัครร่วมกันนำช้างเดินทางมายังโครงการ Elephant Jungle เป็นครั้งแรก

Dutsadee - 25 August 2011 20:23

ภาพถ่าย และวีดีโอโดย David Terrazas เพลงประกอบโดย Nina Simone

ในระหว่างวันที่ 14 - 16 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา ทางเราได้มีการวางแผนที่จะนำช้างบางเชือกเดินทางจากศูนย์บริบาลช้างแม่แตง ไปยังโครงการ Elephant Jungle ซึ่งอยู่ตอนบนของหุบเขาแม่แตงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ระยะทางห่างจากศูนย์ฯ ประมาณ 13 ก.ม ลัดเลาะไปตามป่าธรรมชาติที่ค่อนข้างรกทึบ และเป็นเส้นทางแคบๆตามไหล่เขา ซึ่งค่อนข้างจะยากลำบากในการเดินทางไม่ใช่น้อย เพื่อเป็นการทดลองนำช้างมาอาศัยอยู่ในบ้านแห่งใหม่ที่จะที่มีลักษณะใกล้เคียงกับป่าตามธรรมชาติและอยู่ค่อนข้างห่างไกลผู้คน เพื่อจะลองดูว่าช้างจะสามารถปรับตัวเข้ากับที่อยู่ใหม่ รวมถึงการหาอาหารกินเองตามธรรมชาติได้หรือไม่ก่อนที่จะนำช้างเชือกอื่นๆมาอาศัยอยู่อย่างถาวรที่นี่ต่อไปในอนาคตอันใกล้ ในครั้งแรกนี้ ทางเราได้เลือก ” โฮป ” ช้างหนุ่มน้อยที่กำลังย่างเข้าสู่วันรุ่น และเต็มไปด้วยพลังของวัยหนุ่มที่ค่อนข้างดื้อและซุกซนมาก หลายครั้งก็ได้ทำลายข้าวของ ปั่นป่วนช้างด้วยกัน และสร้างความปวดหัวให้กับเจ้าหน้าที่ของปางช้างอยู่พอสมควร ดังนั้นทางเราจึงคิดว่าการได้พาโฮปออกมาเดินเล่นขึ้นเขาลงเขาในป่าตามธรรมชาติอาจจะทำให้เขาได้ปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่อย่างเหลือล้นบ้างก็เป็นได้ และแน่นอนว่าเรายังได้พา ” สาวใหญ่ ” แฟนสาวของโฮปไปด้วย เพื่อที่ทั้งคู่จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังนอกปางช้างบ้าง ราวกับว่าทริปนี้เป็นการฮันนีมูนที่สุดแสนจะโรแมนติกสำหรับทั้งคู่จริงๆ

การเดินทางใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 5 ชั่วโมง ในเส้นทางที่ต้องเดินขึ้นเขาสลับกับลงเขาตลอดเวลา เพื่อที่จะพาช้างไปยังบ้านที่เป็นป่าตามธรรมชาติซึ่งควรจะเป็นบ้านที่แท้จริงของช้างต่อไปในอนาคต ซึ่ง ” โฮป ” ที่ในตอนแรกดูเหมือนจะไม่ให้ความร่วมมือในการมาเดินป่ากับเรานัก จนควาญช้างต้องออกแรงพอสมควรในการพาเดินไปอย่างช้าๆ เนื่องจากโฮปไม่อยากจากบ้านอันแสนสบายของเขาในศูนย์บริบาลช้าง แต่ทางเราก็ไม่ได้รีบร้อนเดินทางมากนัก การที่ช้างเดินได้ค่อนช้างช้า ก็ทำให้พวกเรามีเวลามากพอในการหยุดนั่งพักผ่อน กินอาหารและดื่มน้ำเป็นระยะๆ นอกจากนี้ระหว่างทางเดินเรายังได้เอาจีวรที่พระใช้ทั่วๆไปไปผูกรอบๆต้นไม้ใหญ่ในบริเวณที่เดินผ่าน ตามหลักความเชื่อของศาสนาพุทธที่คล้ายกับการบวชพระ แต่ที่เราทำคือ การบวชป่า เพื่อป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าได้อีกทางหนึ่งเนื่องจากในพุทธศาสนาการทำลายสิ่งที่ได้บวชไปแล้วนั้นถือว่าเป็นบาปมากและชาวพุทธค่อนข้างจะเกรงกลัวและมีความเชื่อในเรื่องนี้ จึงอาจจะช่วยให้ต้นไม้ในบริเวณรอดพ้นจากเงื้อมือของพวกที่ลักลอบเข้ามาตัดไม้ทำลายป่าได้บ้าง และเมื่อเดินทางมาใกล้จะถึงพื้นที่โครงการ ซึ่งตั้งอยู่ตอนบนของดอยสูงบนหุบเขาแม่แตงแล้ว ช้างทั้งคู่ต่างรีบเดินจ้ำเพื่อเข้าไปกินหญ้าอ่อนที่ขึ้นอยู่ระหว่างทาง ในขณะที่อาสาสมัครที่เดินมาด้วยกันต่างก็ทั้งเหนื่อยและร้อน จึงรีบตรงรี่ไปยังน้ำตกที่อยู่ใกล้ๆ กันเพื่อเล่นน้ำและดำผุดดำว่ายเพื่อคลายร้อนกันอย่างสบายอารมณ์ มันช่างเป็นการสิ้นสุดการเดินทางของวันที่ช่างผ่อนคลายอริยบทจริงๆ (more…)

« Older Entries